ปล. ถ้าเป็นไปได้..... เปาไม่อยากจะเขียน และไม่อยากรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลยครับ
เหตุการณ์ เกิดเมื่อตอนตี 3 ของวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2552 (คืนของวันที่ 31 กรกฎาคม) ที่ผ่านมานี่เองครับ ผมเพิ่งแทงสนุ๊กกับเพื่อนที่ทำงานตรงแถวๆรัชดา จากนั้นก็ขับรถ ISUZU DMAX Cab4 กลับหอพักที่ลาดกระบัง ผมใส่ Safety Belt ตลอดเวลาอยู่แล้ว ขับมาตามเส้นพระราม 9 ข้างล่าง เพื่อที่จะมุ่งหน้าเข้า Motor Way พอถึงทางเข้า Motor Way ซึ่งเป็นสะพานขึ้นไป 2 เลน ผมอยู่ทางเลนขวา ซึ่งขณะนั้นฝนเพิ่งตกลงมาปลอยๆ พื้นถนนตรงนั้นเป็นยางมะตอย ผมก็พึงระลึกเตือนตัวเองไว้อยู่แล้วว่ามันจะลื่นได้ง่ายนะ เพราะเคยเจอประสบการณ์กับตัวเองมาแล้วเรื่องท้ายปัดประมาณ 4 ครั้ง
ครั้งที่ 1 เส้นลำลูกกา มีรถน้ำกำลังรดน้ำต้นไม้บริเวณเกาะกลาง พอผมขับไปถึงก็เหยียบเบรก ท้ายรถก็ปัดแต่ไม่มากเท่าไหร่พอควบคุมได้ ก็เลยรู้ว่าอาการท้ายปัดเป็นอย่างงี้นี่เอง โชคดีไม่มีรถมาข้างๆ.......
ก็เลยไปหาข้อมูลใน Net พบว่ารถกระบะ จะมีช่วงรถที่ยาว เวลาเหยียบเบรก หรือ เหยียบคลัชเพื่อเปลี่ยนเกียร์จะทำให้รอบเครื่องเบาลงและล้อหมุนฟรี จึงส่งผลให้รถกระบะซึ่งน้ำหนักของรถจะอยู่ที่ส่วนหน้ามากกว่าส่วนท้ายเกิดอาการล้อหลังปัด โดยจะเกิดเฉพาะเวลาขับบนถนนที่ลื่นมากๆเช่น พื้นยางมะตอยเวลาฝนตกใหม่ๆ
ครั้งที่ 2 เส้นคลองหลวง ตอนนั้นฝนกำลังตก เป็นพื้นยางมะตอย ผมขับมาช้าๆประมาณ 50 km/hr กำลังเข้าโค้ง แตะเบรกนิดเดียว ท้ายปัดจนรถมาอยู่อีกเลนนึงเลย โชคดีไม่มีรถมาข้างๆ.......
ครั้งที่ 3 เส้นถนนพระราม9 มุ่งหน้าเข้าแยก อสมท. พื้นยางมะตอย ผมติดไฟแดงอยู่เลนขวาคันหน้าสุด พอไฟเขียว ผมขับออกมาปรากฎว่าข้างหน้าฝั่งตรงข้ามมีรถน้ำกำลัง รดน้ำต้นไม้เกาะกลางอยู่ ทำให้พื้นถนนฝั่งผมมีน้ำกระเด็นมาเปียกด้วย ผมขับออกจากไฟแดงมาช้าๆ เริ่มเปลี่ยนเกียร์มาเรื่อยๆ ถึงตรงจุดนั้นอยู่ที่ประมาณเกียร์ 2 กำลังเปลี่ยนเป็นเกียร์ 3 เหยียบคลัชปุ๊บ ท้ายปัดปั๊บ จนมาอยู่อีกเลนนึง โชคดีไม่มีรถมาข้างๆ.............
เอารถเข้าศูนย์ ISUZU ตอนตรวจ Check ระยะทางพอดี เจ้าหน้าที่บอกว่าเกิดขึ้นบ่อยมากกับรถกระบะ เนื่องจากมีช่วงรถที่ยาวกว่ารถเก๋ง และยิ่งเติมลมยางแข็งยิ่งมีโอกาสปัดง่ายขึ้นเพราะล้อรถสัมผัสพื้นถนนน้อยลง ก็แก้ไขได้แค่การปรับลมยางให้เป็นตามมาตรฐานและใช้ความระมัดระวังในการขับขี่...........OK รับทราบ
ครั้งที่ 4 เส้นร่มเกล้า ตรง U-Tern พื้นยางมะตอย พอ U-Tern ปุ๊บมาแบบช้าๆ เหยียบคลัชเบาๆ ไม่งั้นเครื่องดับ แล้วก็เหมือนเดิมครับ ท้ายปัดซ้าย 1 ครั้ง ขวา 1 ครั้ง โชคดีไม่มีรถมาข้างๆ................
ครั้งที่ 5 ครั้งนี้แหละครับ ที่ยังติดฝังแน่นอยู่ในหัวของผม.........................
เฉียดตายครั้งที่ 1..............ขณะที่ผมอยู่บนสะพานในเลนขวา มุ่งหน้าเข้า Motor Way พื้นถนนยางมะตอย ฝนตกลงมาปลอยๆ ประสบการณ์ทั้ง 4 ครั้งที่ผ่านมาสอนผมว่า ห้ามเหยียบเบรก ห้ามเหยียบคลัช ห้ามเปลี่ยนเกียร์ และจับพวงมาลัยไว้ให้มั่น ผมขับมาด้วยความเร็วประมาณ 60 km/hr ไต่สะพานขึ้นมามีรถขนาบข้างมาด้วย พอถึงตรงกลางสะพาน ท้ายผมปัดไปทางขวา และปัดต่อเนื่องมาทางซ้าย จนหน้ารถเกือบชนขอบสะพานด้านขวา รถที่ขนาบข้างรีบขับหนีขึ้นไป (ถือว่าเป็นโชคดีของเค้า) ท้ายรถผมปัดมาทางซ้ายอีกครั้งจนหน้ารถผมพุ่งตรงดิ่งเข้าหาขอบสะพานด้านซ้ายและชนเต็มแรง ในใจตอนนั้นคิดว่า รถต้องทะลุขอบสะพานจนตกลงไปข้างล่างแน่นอน พอชนปุ๊บแรงมากกกกกกกก แต่มันก็ไม่ทะลุขอบสะพาน เฉียดตายครั้งที่ 2...........รถผมเริ่มเอียงขวาไต่ขอบสะพาน จนตัวผมหัวผมเริ่มเอียงและแว่นโดนแรงกระชากออกจนเกือบหลุด ตอนนั้นคิดว่า ”คว่ำแน่” ทำไงดี ทำไงดี......... แต่แล้วก็ไม่คว่ำ รถตั้งตัวใหม่แล้วเริ่มหมุน เฉียดตายครั้งที่ 3...............สะบัดไปมา จนเริ่มชะลอมาอยู่ตรงเลน 3 นับจากซ้ายมือของ Motor Way ขณะที่สะบัดและหมุนมาก็กลัวว่าจะมีรถที่วิ่งลงมาจากทางด่วนมาชนหรือเปล่า สะบัดและหมุนจนเลยจากจุดร่วมที่เป็นจุดร่วมของ ทางจากถนนพระราม 9 มุ่งขึ้นมาเพื่อเข้า Motor Way และ ทางจากทางด่วนมุ่งลงมาเพื่อเข้า Motor Way ประมาณ 200 เมตร รถผมจอดอยู่ในเลน 3 แบบตรงๆ เลย ไม่ได้คร่อมเลน ไม่ได้จอดขวางกลางลำ ตอนนั้นผมตกใจมากครับ ตัวสั่นไปหมดเพราะขับรถคันนี้มา 3 ปี ทำประกันชั้น 1 ตลอดไม่เคยชนแรงๆ และเคยเคลมครั้งเดียวแต่รถแทบไม่เสียหายอะไรเลย ก็แค่รถมันไหลไปจูบกับคันหลัง แทบไม่มีความเสียหายอะไรเลย และผมก็ขับระวังตลอด ตอนนั้นตัวสั่นมากทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้าลงมาจากรถ ซักประมาณ นาทีนึง รวบรวมสติได้ก็เปิดไฟฉุกเฉินแล้วลงมาจากรถ สภาพก็เป็นดังภาพครับ
ผมดูแล้วจากสภาพรถ ผมเห็นบังโคลนหน้ามันทิ่มกดลงไปในยาง ดูแล้วไม่น่าจะขับไปต่อได้ จะหลบรถมาอยู่ฝั่งซ้าย ก็คงไม่ดีเพราะมันเป็นเลนสำหรับรถที่จะวกกลับลงมาศรีนครินทร์ จะไปหลบทางขวา นี่ก็ไม่ต้องพูดถึงอีกตั้ง 4 เลนกว่าจะไปถึงและรถที่วิ่งลงมาจากทางด่วนก็เร็วๆทั้งนั้น อยู่ตรงนี้แหละดีแล้ว เพราะผมเห็นรถที่เค้าขับตามมาก็เบี่ยงหลบรถผมกันทันอยู่ ไม่น่ากลัวเท่าไหร่ แล้วก็เลยเข้ามานั่งในรถแล้วโทรหาเพื่อนที่เพิ่งแยกกันมื่อครู่
ผม : เฮ้ย!!! รถกูเสียหลัก ชนขอบสะพาน แล้วตอนนี้หมุนมาจอดอยู่กลาง Motor Way ว่ะ
เพื่อน : เมิงเป็นไรเปล่าว่ะ ให้กูไปหาไม๊
ผม : ไม่เป็นไรเลยแค่ตกใจนิดหน่อย เดี๋ยวกูโทรเรียกประกันก่อน
โครมมมมมมมม.......................
ยังไม่ทันจะวางหูจากเพื่อนเลย ก็มีเสียงดังโครมมาชนท้ายรถผม ผมตะโกนออกมา จนเพื่อนผมตกใจมาก ก็เลยวางหูกันก่อน แล้วผมก็มองกระจกหลัง ก็ไม่เห็นรถยนต์หรืออะไรจะมาชนนี่หว่า เพราะมอเตอร์ไซค์ ก็ไม่น่าจะมีนะ นี่มันช่วงเข้ามาในเลนของ Motor Way แล้วนะไม่ใช่เลนซ้ายมือสุดที่สำหรับวกรถลงไปเส้นศรีนครินทร์ซักหน่อย พอผมลงไปดูท้ายรถ ก็เห็นมอเตอร์ไซค์ มุดเข้ามาใต้ท้องรถผมตรงป้ายทะเบียนหลังพอดี มอเตอร์ไซค์มุดเข้ามาครึ่งคัน อีกครึ่งคันโผล่ออกมาจากใต้ท้องรถ พี่ที่ขี่มอเตอร์ไซค์มาไม่มีร่องรอยบาดเจ็บอะไร เค้ากำลังจับที่ล้อรถเค้า แล้วกระชากมอเตอร์ไซค์ออกมาเต็มแรง ตอนนั้นผมเห็นแล้วก็ตกใจมากเพราะมอเตอร์ค์เค้าไปงัดอยู่กับใต้ท้องรถผม ยิ่งเค้ากระชากออกมา ตัวรถเค้าก็จะดึงกันชนรถผมออกมาด้วย ผมก็เลยบอกไปว่า
ผม : พี่อย่าเพิ่งกระชากดิ เดี๋ยวผมจะโทรเรียกประกันแล้ว
พี่มอเตอร์ไซค์ : พอดีรถผมเสียหลักแล้วลื่นไถลมาอยู่ใต้ท้องรถพี่ แต่พี่ไม่ต้องห่วงหรอก พี่อ่ะรถกระบะ ผมอ่ะมอเตอร์ไซค์ รถพี่ไม่เป็นไรหรอก มาช่วยกันดึงหน่อยแล้ว
พี่มอเตอร์ไซค์ก็ตั้งหน้าตั้งตาดึงรถเค้าสุดแรง และก็เร่งให้ผมช่วยเค้าดึง
ผม : พี่อย่าเพิ่งดึงเลย ยิ่งพี่ดึงกันชนรถผมก็ยิ่งง้างออกมา แล้วถ้าพี่หนีไปแล้วผมจะ Claim ข้างหลังยังไงอ่ะ ผมก็ Claim ได้แต่ข้างหน้าสิ
พี่มอเตอร์เตอร์ไซค์ก็ยังคงดึงอยู่ แต่ดึงเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่ออก แล้วก็ยิ่งง้างกันชนรถผมออกมาใหญ่ ผมก็ 2 จิต 2 ใจ จะช่วยดีไม่ช่วยดี แต่ถ้าไม่ช่วยเลยเดี๋ยวกันชนก็ง้างพังหมด ผมก็เลยช่วยจับที่ล้อรถอีกล้อนึงของเค้า ตอนนั้นผมกับพี่มอเตอร์ไซค์อยู่ตรงตำแหน่งป้ายทะเบียนหลังของรถผม โดยเค้าอยู่ซ้ายผมอยู่ขวา แล้วก็ก้มตัวลงไปจับที่ล้อรถมอเตอร์ไซค์เพื่อออกแรงดึง แต่ผมก็ยังไม่ได้ทันออกแรงดึงผมก็นึกแวบกลัวขึ้นมาว่าจะมีรถอะไรมาชนข้างหลังอีกหรือเปล่าว่ะเนี่ย เฉียดตายครั้งที่ 4.............ขณะที่พี่มอเตอร์ไซค์ก้มหน้าก้มตาดึงเต็มที่ ผมก็จับที่ล้อรถมอเตอร์ไซค์แล้วก็หันหลังเพื่อมองดูรถที่วิ่งมา ทันใดนั้นผมเห็นรถ Taxi วิ่งตรงเข้ามาด้วยความเร็วสูงมาก ระยะห่างไม่เกิน 50 เมตรแน่นอนเพราะเห็น Taxi คันใหญ่มากเปิดไฟจ้ามาเลย ไม่ได้หลบซ้ายหรือขวาเลยและไม่มีท่าทีจะเบรกด้วย ตอนนั้นตกใจและช็อคมากครับ แล้วในหัวผมก็มีอะไรไม่รู้มาสั่งว่า กระโดด !!! แล้วผมก็ไม่รู้เรื่องอีกเลย ไม่รู้ว่าตัวเองออกแรงกระโดดหรือเปล่า กระโดดท่าไหน กระโดดไปตรงไหน กระโดดยังไง ........ รู้ตัวก็ตอนที่เรากำลังลอยหมุนเคว้งอยู่ในอากาศไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย ไม่เห็นอะไรเลยนอกจากภาพขาวๆ ลอย ลอย ลอย แล้วก็หล่นลงมา ตุ๊บ............ ตัวผมกระแทกพื้นอย่างแรง แล้วผมก็ยืนขึ้นมาแบบงงงง ตอนนี้ผมเปลี่ยนจากยืนอยู่ตรงขวามือของพี่มอเตอร์ไซค์ตรงป้ายทะเบียนรถผม มาอยู่ตรงด้านซ้ายมือของพี่มอเตอร์ไซค์ เยื้องๆออกมาจากท้ายรถ เหมือนลอยข้ามพี่มอเตอร์ไซค์ และลอยข้ามรถ Taxi มาอีกฝากนึงจากที่ผมยืนทีแรก ผมลุกขึ้นมองไปที่รถผม ภาพที่ผมเห็นคือ พี่มอเตอร์ไซค์ที่ผมคุยด้วยเมื่อกี้ ที่กำลังช่วยกันดึงรถ ที่ยืนอยู่ติดกัน.......ผมเห็นเค้าโดนอัดอยู่กับมอเตอร์ไซค์ แล้วก็อัดอยู่กับท้ายรถผม ในสภาพคอขาด ทั้งตัวมีแต่เลือด ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว กระดูกเละหมด...........ผมช็อคมากจนคุมสติตัวเองไว้ไม่อยู่ ร้องไห้และตะโกนตลอดเวลา แล้วผมก็เห็นผู้โดยสารผู้หญิง 2 คนลงมาจากรถ Taxi พวกเค้าไม่มาถาม ไม่มาดูอะไรผมเลย แล้วเค้าก็รีบโบก Taxi คันหลังแล้วก็นั่งออกไป แล้วก็เห็นคนขับ Taxi ลงมาจากรถ ผู้ชายผิวคล้ำๆ อ้วนๆ มีผมหงอก จากนั้นก็ไม่เห็นเค้าอีกเลย (ขณะนี้คนขับ Taxi กำลังหนีการจับกุมอยู่ครับ) แล้วผมก็ไม่มองอะไรอีกเลย ผมหันหลังให้รถ แล้วมองแค่ว่าจะมีรถอะไรวิ่งมาชนผมอีกไม๊ แล้วกี้นี้มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมคนที่คุยกับผมเมื่อกี้เป็นอย่างงั้น แล้วทำไมผมยังมายืนอยู่ตรงนี้ได้ แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นอีกไม๊ แค่ช่วง 5 นาทีที่ผ่านมาผมเกือบตาย 4 ครั้ง
หลังจากนั้นประมาณ 1 นาที ปอเต็กตึ้งก็มา 8-9 คัน รถตำรวจอีก 3-4 คัน รถพยาบาลอีก 2 คัน ปิดเส้นทางบน Motor Way ไปหลายเลน เค้าให้ผมขึ้นไประงับสติอยู่บนรถพยาบาล และก็ทำแผลให้ ก็มีแผลถลอกที่แขนซ้าย ส่วนนอกนั้นไม่มีกระดูกแตกหักอะไรแต่รู้สึกว่ามันช้ำในมากเลยครับ แล้วก็ลงมาจากรถพยาบาลไปขอนั่งต่อบนรถเจ้าหน้าที่ปอเต็กตึ้ง แต่ก็ยังหวาดผวาอยู่ครับ ก็ถามกับพี่ที่อยู่ในรถว่า “ ผมอยู่ในนี้ผมจะปลอดภัยใช่ไม๊” แล้วผมก็มองหน้ามองหลังตลอดเวลา กลัวว่าจะมีรถอะไรมาชนผมอีก พี่เค้าก็ปลอบใจ บอกว่าปลอดภัยแน่นอน มีรถช่วยกันไว้ให้หมดแล้ว ณ.ขณะที่เขียนบทความอยู่นี้ ขอลางานพักรักษาตัวก่อน ตอนนี้ปวดไปหมดไล่ลงมาตั้งแต่ คอ หลัง สะโพก ก้น ขา ข้อเท้า โดยเฉพาะแขนซ้ายตอนนี้ไม่มีแรงเลยครับ คงเป็นเพราะโดนกระแทกก่อนส่วนอื่นตอนที่ลอยตกลงมากระทบพื้น พอได้สติก็โทรแจ้งประกัน และก็โทรบอกเพื่อนที่โทรค้างกันอยู่ให้มาอยู่เป็นเพื่อนหน่อย จากนั้นก็ไปที่โรงพัก สน.หัวหมากต่อ แต่สภาพจิตใจตอนนั้นแย่มากครับ ตัวสั่นนั่งกัดเล็บตลอดเวลา สักพักนึงญาติของพี่มอเตอร์ไซค์ก็มา ผมก็ร้องไห้ไม่รู้จะพูดว่าอะไรก็ยกมือไหว้แล้วก็บอกว่า ”ผมขอโทษครับพี่ ผมขอโทษ” ผมไม่รู้ว่าจะพูดว่าอะไรจริงๆ แต่ญาติเค้าก็เข้าใจ ตำรวจบอกว่าผู้โดยสารทำกระเป๋าตังค์ตกไว้ มีบัตรนักศึกษาอยู่ของ ม.ราม ส่วนคนขับ Taxi เค้าเอาบัตรประจำรถเค้าหนีไปด้วย แต่คงตามไม่ยากเพราะรถเค้าก็พังยับเยินคาที่อยู่ ตอนนี้คดีก็คงยังต้องดำเนินต่อไปครับ...........และผมก็ยังอยู่ต่อไปเช่นกัน...............
เข็ดไปจนตายเลยครับ พ่อผมบอกว่าถ้ารถเรา ทางประกันซ่อมเสร็จเมื่อไหร่ก็ขายเมื่อนั้น ไม่เอาแล้วรถกระบะ ไม่ว่าจะยี่ห่อไหนก็ตาม ปัดกันเป็นว่าเล่น พ่อของหัวหน้าที่ทำงานผมก็เสียเพราะอาการรถปัดเหมือนกัน ตำรวจที่สอบปากคำผมเค้าก็เล่าให้ฟังว่ารถเค้าก็ปัดบ่อยเหมือนกัน เจ้าหน้าที่ประกันขับ Vigo ก็เล่าให้ฟังเวลาขับไปต่างจังหวัดก็ปัดมาแล้วหลายครั้ง ไม่เอาแล้วครับกระบะ เข็ดจริงๆ
สิ่งที่ผมอยากจะถามจากบรรดาค่ายรถต่างๆที่มีรถกระบะขายไม่ว่าจะเป็น ISUZU ของผมเองก็ตามหรือจะเป็น TOYOTA และยี่ห่ออื่นๆก็ไม่เว้นที่มีกระบะขาย ก็รู้ๆกันอยู่แล้วว่ารถกระบะปัดง่ายขนาดไหน ทำไมคุณไม่เอาระบบป้องกันล้อปัดหรือระบบอะไรก็ได้มาแก้ไขให้มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานประจำรถทุกรุ่นไม่ว่าจะตั้งแต่รุ่นล่างๆยังรุ่นบนๆ ไม่ใช่ว่าต้องมีเงินเท่านั้นถึงจะเอาระบบนี้มาได้เพราะมีให้เฉพาะรุ่นบนๆอย่างที่บางค่ายรถทำอยู่ ผมว่าเงินเยอะแค่ไหนก็ซื้อชีวิตคนเรากลับคืนมาไม่ได้ ทำไมทุกค่ายไม่ทำให้รถตัวเองมีความปลอดภัย คนรวยเท่านั้นเหรอถึงจะซื้อความปลอดภัยได้ คนเราไม่ว่ารวยหรือจนก็ต้องการความปลอดภัยเป็นปัจจัยพื้นฐานเหมือนกัน แล้วทำไมพวกคุณถึงต้องเลือกให้กับเฉพาะคนที่มีเงินให้คุณได้เท่านั้นล่ะ...........มาลองเจอแบบผมไม๊....... เผื่อจะทำให้พวกคุณหันกลับไปดูตัวเองได้บ้าง เผื่อจะได้นึกคิดได้บ้าง ว่าอย่าเอาเรื่องเงินมาแลกกับชีวิตของลูกค้าคุณ ลูกค้าคุณ ใครนะเหรอ??? ก็คือคนเดียวกับที่พวกคุณบอกนักบอกหนาว่าเป็นห่วงเป็นใยเค้าไง คนที่คุณบอกว่าจะอยู่เคียงข้างเค้าตลอดเส้นทางที่เค้าไปไง.......นั่นแหละ ลูกค้าคุณ...............
ปล. ถ้าเป็นไปได้....... เปาไม่อยากจะเขียน และไม่อยากรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลยครับ...............
ขอขอบคุณ เพื่อนศร เพื่อนกอล์ฟ เพื่อนจอมที่มาอยู่เป็นเพื่อนกันและคอยประสานงานทุกอย่างให้ในคืนนั้น
ขอขอบคุณ คุณพ่อคุณแม่ ที่ทำให้รู้สึกได้ว่า เราปลอดภัยแล้ว
ขอขอบคุณ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ติดตัวไว้ในวันนั้น หลวงพ่อโสธร ตะกรุดลูกปืนอาจารย์อ๊อดวัดสายไหม กะลาพระราหู และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายรวมถึงพระคุณของคุณพ่อและคุณแม่ ที่คุ้มครองผมอยู่
และสุดท้าย ผมขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของพี่มอเตอร์ไซค์ครับ ผมเสียใจจริงๆครับ............กุศลที่เกิดขึ้นทั้งหมดจากการเผยแพร่บทความครั้งนี้ผมขออุทิศให้แด่พี่มอเตอร์ไซค์ที่เสียชีวิต (นาย อนุชา หยดย้อย) ครับ
ผู้เขียน : aUNg-pAo …………pavaresy@scg.co.th
เพื่อเป็นอุทธาหรณ์เตือนใจแด่เพื่อนร่วมทางบนท้องถนน ผู้เขียนไม่ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งภาพและบทความ
เผยแพร่ครั้งแรกใน www.headlightmag.com ; 3 สิงหาคม 2552
One Responses to "ปล.ถ้าเป็นไปได้......."